วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

ขัดแย้ง ‘พระวิหาร’ กระทบวิถีชีวิต ประชาชนไทย – กัมพูชา เสนอ ‘เปิดชายแดนทันที


เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2551 ซึ่งเป็นวันสันติภาพโลก กลุ่มประชาชนไทยและกัมพูชา 85 คน ภายใต้การประสานงานของมูลนิธิศักยภาพชุมชนจัดการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกันในกรณีปราสาทพระวิหาร ณ อ. อรัญญประเทศ จ.สระแก้ว ประเทศไทย และปอยเปต ประเทศกัมพูชา ทั้งยังออกแถลงการณ์ร่วมกันมีความว่า ประชาสังคมทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันในการป้องกันความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันต่อกรณีเขาพระวิหารต่อไปในอนาคตและมีความเห็นร่วมกันว่าความไม่เข้าใจในกรณีเขาพระวิหารที่ไม่ตรงกันจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตมากยิ่งขึ้นหากไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นในการหาทางออกด้วยกระบวนการสันติวิธีแทนการปฏิบัติการทางการทหาร เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนขอให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเปิดชายแดนโดยทันที ขณะเดียวกันความล่าช้าของการดำเนินการทำความเข้าใจปัญหาร่วมกันจะยิ่งนำมาซึ่งความเสียหายต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งสอง ฝั่งชายแดน ทั้งนี้ ประชาชนทั้งสองประเทศตกลงจะทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและยุติความไม่เข้าใจกัน สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และกิจกรรมอื่นใดข้ามพรมแดนที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ รวมไปถึงเรียกร้องให้สื่อมวลชนทั้งสองประเทศ แสดงบทบาทสำคัญในการร่วมสร้าง สรรค์สันติภาพและมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
ข้อเสนอจากการประชุมภาคประชาชนกัมพูชา-ไทย
๒๐- ๒๑ กันยายน ๒๕๕๑
อรัญญประเทศ และปอยเปต
แถลงการณ์ร่วม
"เพื่อลดความตึงเครียด ส่งเสริมความเข้าใจที่ดีต่อกัน และสร้างสรรค์สันติภาพที่ยั่งยืน"

ในโอกาสของวันสันติภาพโลกวันนี้ เราประชาสังคมเขมรและไทย ๘๕ คนได้พบปะปรึกษาหารือกันที่ อรัญญประเทศ พระราชอาณาจักรไทย และที่ปอยเปต พระราชาณาจักรกัมพูชา เพื่อหาช่องทางที่ประชาสังคมทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันในการป้องกันความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันต่อกรณีเขาพระวิหารต่อไปในอนาคต
๑ เรามีความเห็นร่วมกันว่าความไม่เข้าใจในกรณีเขาพระวิหารที่ไม่ตรงกันจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตมากยิ่งขึ้นหากไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้ทันท่วงที
๒ เราเชื่อมั่นการหาทางออกด้วยกระบวนการสันติวิธี แทนการปฏิบัติการทางการทหาร เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนจึงขอให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเปิดชายแดนโดยทันที
๓ เรามีความเห็นร่วมกันว่าความล่าช้าของการดำเนินการทำความเข้าใจปัญหาร่วมกันจะยิ่งนำมาซึ่งความเสียหายต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งสอง ฝั่งชายแดน
๔ ประชาชนทั้งสองประเทศมีความเคารพและเชื่อมั่นต่อกันจึงตกลงที่จะทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและยุติความไม่เข้าใจกัน
๕ เราสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และกิจกรรมอื่นใดข้ามพรมแดนที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
๖ เราเรียกร้องให้สื่อมวลชนทั้งสองประเทศ แสดงบทบาทสำคัญในการร่วมสร้าง สรรค์สันติภาพและมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
อรัญญประเทศ - ปอยเปต
๒๑ กันยายน ๒๕๕๑
Conclusion from the Cambodian-Thai Civil Society Consultation
20-21 September 2008, Aranyapratet - Poipet
Joint Statement
"Helping de-escalate tensions, promoting mutual understanding and working for sustainable peace"
In the occasion of the International Peace Day, we, 85 Cambodian and Thai civil society actors have convened at the conference in Aranyapratet, Kingdom of Thailand, and Poipet, Kingdom of Cambodia, in order to explore ways in which the civil societies of both countries can work together to prevent the conflict over the issue of Preah Vihear from being further escalated.
1. We share a common concern that the conflict over the Preah Vihear issue could be further escalated, if a proper solution cannot be soon identified.
2. We strongly believe in a peaceful solution by the royal governments of the two countries, rather than military action and to reopen the border crossings for the benefit of the people.
3. We see that the delay to resolve this conflict has negatively affected the people of the two countries, especially livelihood of people on both sides of the border.
4. We agree to work collectively to reduce tensions and strengthen solidarity toward building up mutual understanding and trust between the civil societies of the two countries, and to work together to promote sustainable peace.
5. We encourage further cross-border activities between the civil societies of the two countries in order to share information, to collaborate on common issues and to increase mutual understanding. A special emphasis shall be placed on people exchange programs.
6. We call for the media of both countries to take an active role in contributing to a peaceful solution and in promoting friendship.
Aranyapratet-Poipet, 21 September 2008
-------------
ที่มา สุเจน กรรพฤทธิ์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

ความคิดเห็นของคนทั่วไป

ผู้พิพากษาศาลโลกคดีเขาพระวิหาร ที่ตัดสินให้กัมพูชาชนะคดี 9 คน จากจำนวนผู้พิพากษาทั้งหมด 15 คน คือ

1 . นายโบดาน วินิอาสกิ โปแลนด์ประธ าน
2. นายริคาโด เจ อาลฟาโร ปานามา รองประธาน
3. นายจูลส์ บาเดอวัง ฝรั่งเศส
4. นายอับเดลฮามิ บาดารี อียิปต์
5. เซอร์เจอรัล ฟิตส์มอริตส์ อังกฤษ
6. นายวลาดิมีร์ คดเรดสกี้ รัสเซีย
7. นายโคดาโร ทากานะ ญี่ปุ่น
8. นายโฮเซ่ บุตามัน ริเบโร เปรู
9. นายเกตาโน่ มอเรลลี่ อิตาลี

ผู้ตัดสินให้ไทยชนะ ได้แก่ ผู้พิพากษา 3 คน คือ

1. นายมอเรโน กินตาน่า อาร์เจนติน่า
2. เซอร์เพอร์ซี่ สเปนเซอร์ ออสเตรเลีย
3. นายเวลลิงตัน คู จีนคณะชาติ ใต้หวัน

ผู้พิพากษาที่งดออกเสียง ได้แก่

1. นายสปีโรปู ลอส กรีซ ( ป่วย )
2. นายโรแบร์โต คอโดวา เม็กซิโก ( ป่วย )
3. นายฟิลิป ซี เจสซัป ( ทนายฝ่ายไทย )

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช กล่าวเมื่อปี พ.ศ.2505 หลังศาลโลกตัดสินแล้วว่า

"การไปว่าคดีนี้มันต้องพิสูจน์กันว่าความจริงสันปันน้ำมันอยู่ที่ไหน เราพาผู้ชำนาญซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีฮอลันดามา เขาเป็นผู้ชำนาญมากเรื่องแผนที่ แกก็มาชี้ขาดว่าสันปันน้ำมันอยู่ที่หน้าผาอย่างที่เราว่า เขมรเขาก็เอาผู้เชี่ยวชาญมาบ้าง ผู้ชำนาญการเขมรก็กลับมารับว่า สันปันน้ำมันเดินตามหน้าผา ก็เมื่อผู้ชำนาญของเขาเองก็มาเดินตามแนวเรา นี่คือข้อหนึ่งที่สำคัญ"

ศาลโลกบอกว่า "แผนที่เท็จ" หรือ "เอกสารเท็จ" น่ะคนขี้เมาเขียนขึ้นมา แต่ก็ให้กัมพูชาชนะคดี ยังงี้มันต้องรบกันชิงเขาพระวิหาร ตัวต่อตัวนะ ห้ามใครช่วยใคร ถ้าใครรบชนะก็เอาเขาพระวิหารไป

พระวิหาร มุมมอง นศ.ไทยในรัสเซีย

เขาพระวิหารเป็นของไทย อยู่ในเขตแดนไทยตามแนวสันปันน้ำซึ่งกำหนดขึ้นตามข้อตกลงและสนธิสัญญาระหว่างประเทศแต่เดิมมาซึ่งฝรั่งเศสเองก็เคยร่วมทำแผนที่ยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นของไทย

แต่เพราะการเมือง ที่เขมรไม่ยอมรับ และพยายามให้ฝรั่งเศสช่วยโดยอ้างว่าบรรพบุรุษของมันเป็นคนสร้าง จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่เขมรปัจจุบันไม่มีใครรู้วิธีสร้างปราสาทหินแม้แต่คนเดียว

ฝรั่งเศสเป็นหัวโจกด้านโบราณวิทยาค้นคว้าเรื่องนี้อยู่แล้ว เหมือนนักโบราณคดีอังกฤษค้นคว้าปิรามิดและมัมมี่ เลยกระโดดเข้าช่วยสุดฤทธิ์ โดยทำแผนที่ปลอมขึ้นมาในการใช้เป็น "หลักฐานเท็จ" ซึ่งผิดจากหลักภูมิศาสตร์และภูมิประเทศแถบนั้น ศาลโลกก็รู้ว่าเป็นเอกสารเท็จแต่ก็ให้เขมรชนะไทย นัยว่ายังไงเสียเขาก็ต้องให้คนผิวขาวชนะคนผิวเหลืองอยู่แล้ว

โดยมีคำพิพากษาว่าศาลไม่เอาหลักฐานอื่นนอกจากเอกสารนี้ เพราะถือว่าไทยไม่คัดค้านมาตั้งแต่ต้น โดยใช้สุภาษิตภาษาลาตินโบราณที่ว่า

"ผู้ที่นิ่งเฉยเสียไม่พูดเมื่อมีโอกาสพูดหรือสมควรพูด ให้ถือว่ายอมรับ"
คือ ศาลโลกพิพากษาว่า "การที่ไทยไม่ปฏิเสธก็ถือว่ายอมรับ"

การพิพากษาของศาลโลกในคดีนี้ทำให้ได้รับการตำหนิติเตียนจากนักกฏหมายชาวตะวันตกเป็นจำนวนมากว่า เป็นความตกต่ำถึงจุดต่ำสุดของกระบวนการพิจารณาทางกฏหมายของประเทศตะวันตก เพราะการตัดสินคดีความ นอกจากจะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมแล้ว ยังต้องมีความชัดเจนอีกด้วย เพื่อให้ปัญหาสิ้นสุดและยุติลงเพื่อไม่ให้มีกรณีพิพาทอีกในอนาคต

และมีเจ้าหน้าที่ชาติตะวันตกได้เขียนจดหมายแสดงความเสียใจมายังผู้แทนของรัฐบาลไทยจำนวนหนึ่งในทำนองไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลโลก

ท่านนายกสฤษธิ์ ธนะรัชต์ เคยกล่าวไว้ว่า "สักวันหนึ่งจะเอาเขาพระวิหารกลับคืนมาเป็นของไทยให้ได้"
เราต้องย้ายธงชาติไทยลงมาทั้งเสา เพราะทหารสั่งไม่ให้ชักธงชาติลงจากเสา เพื่อคอยว่าสักวันหนึ่งเราจะนำขึ้นไปตั้งบนเขาพระวิหารอีกครั้ง

ไทยได้ประท้วงคำตัดสินและคำสั่งของศาลโลก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะคำตัดสินของศาลโลกถือเป็นที่สุด จะอุทธรณ์ไม่ได้ และฝรั่งเศสเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผู้มีอำนาจบังคับไทยให้ปฏิบัติตาม และอาจใช้กำลังสมาชิกอีกสิบกว่าชาติมาบีบบังคับในกรณีที่จำเป็น ซึ่งเราสู้ไม่ไหวแน่

เขมรกับฝรั่งเศสจึงเป็นโจรปล้นปราสาทเขาพระวิหารไปจากเรา ตามคำตัดสินที่ไม่น่าเชื่อถือของศาลพระภูมิ เอ๊ย ศาลโลกที่เข้าข้างโจร

ท่าน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ทนายฝ่ายไทยในคดีเขาพระวิหารได้หลุดคำพูดออกมาว่า

"ถ้าผมจะพูดบ้างล่ะว่าศาลโลกนี่มันเป็นหมา และถ้าศาลโลกไม่ออกมาปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่หมา ศาลโลกมันจะยังเป็นหมาอยู่หรือไม่" ก็น่าคิดเหมือนกันนะ

นักการเมืองรุ่นใหม่อย่างนพดล อยู่ในรัฐบาลนอมินี ต้องรีบเซ็นชื่อแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของนายใหญ่ที่มีอยู่ที่นั่น
-------------
ที่มา อินเตอร์เนต

เขมรมอง พระวิหาร

PREAH VIHEAR - 'No approval needed' for heritage bid: Samak Sundaravej
The joint statement by Thailand and Cambodia backing Phnom Penh's bid to put Preah Vihear temple on the World Heritage list did not need approval from parliament, Prime Minister Samak Sundaravej said yesterday. Mr Samak used his weekly national television address to explain the issue for the first time, saying the document attached to a map showing the boundary of the temple could be approved by the government.

''Article 190 cannot be applied to this,'' he said.

The article states any treaty or agreement affecting Thai boundaries and sovereignty must be passed through parliament.

Mr Samak said the decision to ask the World Heritage Committee, which is under the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organisation (Unesco), to approve the temple for listing was ''Cambodia's business''.

Thailand only wanted to make sure the 4.6-square-kilometre area which both countries claim was excluded from the Cambodian plan, he added.

Some senators opposing the position had demanded the government get parliamentary approval for the statement, citing the consequences of the decision on future demarcation talks on the overlapping area between Kantharalak district of Si Sa Ket and the Cambodian province of Preah Vihear.

Krit Kraichitti, the director-general of the Treaties and Legal Affairs Department, said the joint statement was not a treaty because it only demonstrated support for the Cambodian bid.

''Preah Vihear is under Cambodian sovereignty and on Cambodian soil,'' the Foreign Ministry official said.

The department has sole responsibility for all treaties and agreements affecting Thailand. Despite different opinions on the joint statement, it could not be defined as a document affecting Thailand's sovereignty and borderlines, he said.

Foreign Minister Noppadon Pattama and Cambodian Deputy Prime Minister Sok An signed the joint statement on Tuesday, soon after cabinet endorsement.

''The Thai support on this issue is Thailand's political will. It has nothing to do with the treaty,'' Mr Krit said.

The People's Alliance for Democracy (PAD) has used the Preah Vihear issue to attack the government.

Its leaders urged the prime minister to stop the move to register the temple by Cambodia, saying it should not be a unilateral effort by Phnom Penh. They criticised the prime minister for admitting that the temple belonged to Cambodia.
----------------
ที่มา
Monday June 23, 2008
SARITDET MARUKATAT
Bangkok Post

ข้อมูลจากรายการเวทีสาธารณะ

โดยภาพรวมของรายการ คุณภารณีนำเสนอมุมมองการทำงานข้อมูลภาคประชาชนที่ค่อนข้างเด่นมาก โดยมีมุมมองของกูรูนักประวัติศาสตร์ระดับชาติ (ตอนนี้น่าจะต้องถือว่าเป็นระดับโลกไปแล้ว เมื่ออารยธรรมปราสาทเป็นมรดกโลก) คืออาจารย์นิธิกับอาจารย์ศรีศักดิ์ที่มาเปิดมุมมองเกี่ยวกับการจัดการปัญหาปราสาทพระวิหารได้อย่างกว้างขวางครอบคลุม

กล่าวโดยสรุปทั้ง 3 ท่านมีความเห็นตรงกันดังนี้

1.มรดกโลกจะเป็นมรดกโลกได้ก็ด้วยคุณค่าในเชิง "องค์ความรู้" มิใช่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมื่อข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารยังไม่มีความร่วมมือที่ชัดเจน ประกอบกับองค์ความรู้ปราสาทพระวิหารปัจจุบันถูกตัดออกเป็นส่วนๆ ด้วยประเด็นเรื่องเขตแดน อธิปไตย และผลประโยชน์ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ปราสาทพระวิหารสูญเสียคุณค่าในเชิงมรดกโลกลงอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นได้แค่แหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น คำถามสำคัญในประเด็นนี้ก็คือ "คนที่มามรดกโลก เขาได้อะไรจากการมามรดกโลก?"

2.ปราสาทพระวิหารเป็นตัวแทนของจุดศูนย์กลางอารยธรรมหนึ่งในเครือข่ายอารยธรรมแถบลุ่มน้ำชี-มูล-ลุ่มทะเลสาบเขมรที่ติดต่อเดินทางผ่านช่องเขาต่างๆ ซึ่งมีระบบความคิดความเชื่อแบบเดียวกัน การมีปราสาทหินต่างๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณเหล่านี้มิใช่สิ่งบังเอิญ แต่เป็นศรัทธาความเชื่อพิธีกรรมเกี่ยวกับ "ผีต้นน้ำ" ในการดูแลคุ้มครองความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองในศูนย์กลางอารยธรรมทางสังคมเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ซึ่ง "น้ำศักดิ์สิทธิ์" จากผีต้นน้ำจะไหลไปรวบรวมใน "สระตราว" ก่อนที่จะไหลลงห้วยที่ชุมชนใช้ดื่มกิน ดังนั้นกรณีของปราสาทในแง่มุมขององค์ความรู้จึงสัมพันธ์กับลักษณะชุมชน เครือข่ายสัมพันธ์ทางสังคม และทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบที่รองรับการมีอยู่ของตัวปราสาท

3.ในการยกปราสาทเป็นมรดกโลกนั้น ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขาดการเผยแพร่ข่าวสารและความเข้าใจในผลกระทบที่ชัดเจนว่าปราสาทเป็นมรดกโลกแล้วได้อะไรเสียอะไร สิ่งที่เป็นข่าวมักมีเนื้อหาบิดเบือนไปมาอยู่ตลอดเวลาทั้งจากฝั่งไทยและกัมพูชา

4.การบริหารจัดการปราสาทพระวิหารโดยคณะกรรมการร่วม 7 ชาติมาจากไหน? ทำไมถึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว? ปรากฎการณ์นี้เป็นสิ่งสะท้อน political decision ของมหาอำนาจในคณะกรรมการมรดกโลก ที่จะเข้ามาบริหารจัดการและส่งผลกระทบในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่

5.การที่คณะกรรมการมรดกโลกนำเหตุผลเกี่ยวกับ "buffer zone" เข้ามาพิจารณาและอ้างสิทธิในการให้คณะกรรมการ 7 ชาติเข้าร่วมบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว มิได้มีการชี้อย่างชัดแจ้งว่าคือพื้นที่บริเวณใด ทั้งนี้ทั้งนั้นบริเวณดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ไทยกับกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันตั้งแต่ปี 2542 ที่มิให้มีสิ่งปลูกสร้างใดใดเพิ่มเติม

6.บทบาทไทยในปัจจุบันถูกบีบให้มีคำตอบได้แค่ say yes – say no ทั้งๆ ที่เราควรมีสิทธิในการถามกลับในรายละเอียดความร่วมมือที่ชัดเจน รวมทั้งมีสิทธิถามกลับว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ทำตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักขององค์กรหรือเปล่า นั่นคือการมองคุณค่าของมรดกโลกในมุมขององค์ความรู้ของมนุษยชาติ (มิใช่แหล่งศิลปกรรมแหล่งท่องเที่ยวที่ปล่อยให้ฝรั่งมายืนกอดกันถ่ายรูป)

7.ชั่งน้ำหนักให้ดีว่าถ้ายอมแล้วต้องทำแบบเค้า กับไม่ยอมแล้วทำแบบเราอะไรเป็นประโยชน์ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในลักษณะนี้นั้นทำให้เสียศักดิ์ศรีของการเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นแหล่งอารยธรรมของโลกหรือไม่

8.แนวทางปัจจุบันจึงควรแขวนเรื่อง 7 ประเทศไว้ก่อน แล้วกลับมาจัดการเป้าหมายหลักเรื่อง "แหล่งเรียนรู้ของโลก" นั่นคือสร้างความร่วมมือที่จะพัฒนาองค์ความรู้ที่ชัดเจนร่วมกันระหว่างกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องคือเรากับกัมพูชาให้ได้ขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่จะมากล่าวประเด็น Yes-No เพราะไม่เพียงที่เราจะเสียเปรียบ แต่กัมพูชาเองก็จะเสียเปรียบในคณะกรรมการบริหารร่วม 7 ชาตินี้ เริ่มจากเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีความร่วมมือที่เข้าใจซึ่งกันและกันทั้งในระดับรัฐและประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในท้ายสุด

9.การที่เราจะแสดงบทบาทดังกล่าวได้ เราต้องแสดงถึงความเป็นรัฐอธิปไตยที่เข้มแข็งและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่ในลักษณะจำยอมในทางเลือกที่จำกัดซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยและสิทธิในการบริหารจัดการดังกล่าวไปในที่สุด
-------------
ที่มา
สรุปทีวีไทย วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2551 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ผู้เข้าร่วมรายการมี 3 ท่านคือ อาจารย์นิธิ อาจารย์ศรีศักดิ์ และ คุณภารณี สวัสดิรักษ์ (จาก ICOMOST)

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

แผนที่ตามที่ปรากฏใน Foreign Affairs Bulletin


แผนที่นี้มีพิรุธ ๒ ประการ
๑) ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ยืนยันว่าหนังสือ ดร.ถนัด คอมันตร์ ไม่มีการแนบแผนที่ใดๆทั้งสิ้น
(ดูเนื้อหาในหน้า๖ ของเล่ม)
๒) เป็นแผนที่ซึ่งระบุแนวปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี ๒๕๐๕ (ไม่ตรงกับรายละเอียดในแบบที่๒)
-------------
ที่มา ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เอกสารแสดงการกำหนดบริเวณปราสาทพระวิหาร




หน้าที่ ๑
หน้าที่ ๒


หน้าที่ ๓

------------
ที่มา ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑